Wednesday, July 26, 2006

ฮูก่ม การเข้ามัสยิสของผู้หญิงที่มีประจำเดือน
ประเด็นปัญหาเรื่องนี้ มีสามประเด็นหลัก ดังต่อไปนี้.
1. การหยุดอยู่ หรือพักในมัสยิด
2. การเดินผ่านเลยไป โดยที่ไม่ได้หยุด หรือพัก โดยมีความจำเป็น
3. การเข้ามัสยิดเพื่อศึกษาหาความรู้ เรียนอัลกุร อ่าน ฟังการสอนหรืออื่นๆ

ประเด็นแรก. การหยุดหรือพักในมัสยิด
บรรดานักวิชาการฟิกฮ์ ( สี่มัสฮับ ) ได้เห็นพ้องต้องกันหรือมีมุติว่า “ ฮารอม หยุดหรือพักในมัสยิด ” โดยถือหลักฐานดังต่อไปนี้.....
หลักฐานแรก. โองการที่ 43 ซูเราะห์นิสาอฺ โดยกียาส ( เทียบ ) ผู้หญิงมีประจำเดือน กับผู้ที่มียูนุบ เพราะฮู่ก่มเดียวกัน คือฮาดัสใหญ่

قال الله تعالى : ولا جنبا إلا عابري سبيل حتى تغتسلوا : النساء/ 43

ความว่า “ ไม่อนุญาติ ให้กับคนที่มียุนุบ ( เข้ามัสยิด ) เว้นไว้ ผุ้ที่เดินผ่าน ”

หลักฐานที่สอง. รายงานโดยท่านอี่หม่ามมุสลิม และอี่หม่ามบุคคอรี จากพระนางอุมมุอาฏียะห์ นางได้กล่าวว่า “

عن أم عطية قالت : ( أمرنا تعني النبي صلى الله عليه وسلم أن نخرج في العيدين العواتق وذوات الخدور ، وأمرالحيض أن يعتزلن مصلى المسلمين ) رواه مسلم 890 والبخاري 974

ความว่า “ ท่านนบี ซ.ล ได้ใช้บรรดาผู้หญิงที่มีสามี และบรรดาสาว ( ที่ยังไม่แต่งงาน ) ออกไปละหมาดอีดิ้ลฟิตริ กับอีดิ้ลอัฏฮา และท่านได้ใช้บรรดาผู้หญิงที่มีประจำเดือน ให้ออกห่างทีละหมาดของมวลมุสลิมีน ”

หมายเหตุ . ที่ละหมาดอีด ณ. ที่นี้( ในตัวบทฮาดิษ ที่ว่า ที่ละหมาดของมวลมุสลิมีน ) ถือเข้าฮุก่มมัสยิด ( เพราะท่านนบี ซ.ล ใช้ให้ออกห่าง ) ดังนั้นเมื่อถือว่า เข้าในฮุก่มมัสยิด แน่นอนจะนำไปสู่ การห้ามบรรดาผู้หญิงที่มีประจำเดือนเข้ามัสยิด . .

หลักฐานที่สาม. ซึ่งเป็นหลักฐาน ที่มีการขัดแย้ง ในเรื่อง หลักฐานอ่อน ( ดออีฟ ) กับหลักฐานหาซัน ( ไม่ถึงระดับซอแหะหฺ ท่านนบี ซ.ล ได้กส่าวว่า “

قال النبي صلى الله عليه وسلم :( لا أحل المسجد لحائض ولا جنب ) رواه ابن ماجه وأبوداود

ความว่า “ ฉันไม่อนุญาติ มัสยิดให้กับผู้หญิงที่มีประจำเดือน และผู้ที่มียุนุบ ”

ข้อมูล ในเวป الإسلام سؤال وجواب (www.islam-qa.com คำถามเลขที่ 60213


ประเด็นที่สอง . การการเดินผ่านเลยไป ไม่ได้หยุด หรือพัก โดยมีความจำเป็น

บรรดานักวิชาการฟิกฮ์ ได้มีมุติว่า “ อนุญาติให้เดินผ่านเลยไป โดยที่ไม่ได้หยุดหรือพัก ด้วยความจำเป็น เช่นหนีสัตว์ร้าย หนีหัวขโมย หรือเส้นทางเดียวที่จำเป็นต้องผ่านมัสยิด และอื่น ทีมีความจำเป็น
หลักฐานแรก. การอนุมาน( กียาส ) กับคนที่มียุนุบ ในโองการ..

قال الله تعالى : ولا جنبا إلا عابري سبيل حتى تغتسلوا : النساء/ 43

ความว่า “ ไม่อนุญาติ ให้กับคนที่มียุนุบ ( เข้ามัสยิด ) เว้นไว้ ผุ้ที่เดินผ่าน ”

หลักฐานที่สอง. ท่านนบี ซ.ล ได้ใช้พระนางอาอีซะห์ ศรีภรรยาของท่านไปหยิบ สิ่งของ ในมัสยิด นำออกจากมัสยิด

أن النبي صلى الله عليه وسلم : أمرعائشة أن تناوله الخمرة من المسجد فقالت إنها حائض : فقال : حيضتك ليست بيدك :

ความว่า “ ท่านนบี ซ.ล ได้ใช้พระนางอาอีซะห์ ไปหยิบสิ่งของ( เสื่อหรืออื่นๆ ที่ใช้วางหน้าผาก ) ในมัสยิด พระนางอาอีซะห์ ได้กล่าวว่า “ นางมีประจำเดือน ” ท่านนบี ซ.ล ได้กล่าวกับนางว่า “ ประจำเดือนของเธอ ไม่ใช่มือของเธอ ( ประจำเดือนไม่เกี่ยวกับมือ )

หมายเหตุ. ถ้าหากการเข้าหรือเดินผ่านมัสยิดโดยที่ไม่มีความจำเป็นประการใด นักวิชาการฟิกฮ์ สี่มัสฮับได้ให้ทัศนะ ไว้ว่า ...
1. มัสฮับฮานาพียะห์และมาลิกียะห์ ได้มีทัศนะว่า “ ฮารอมเข้ามัสยิดสำหรับผ้หญิงที่มีประจำเดือน โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เลย ไม่ว่าเข้าเพื่อพักและหยุด หรือเดินผ่านเลยไป แต่มัสฮับฮานาฟียะห์ ได้ยกเว้นเข้าเพื่อเตาวัฟ .
2. มัสฮับซาฟีอียะห์และฮานาบีละห์ ได้มีทัศนะว่า “ ฮารอม ( ห้าม ) เดินผ่านสำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือน โดยมีเงื่อนไขว่า “ ถ้านางกลัวว่า เลือดประจำเดือนจะเปอะเปื้อน หยด ลงมัสยิด เพราะการทำให้เปอะเปื้อน หยดลงมัสยิด ด้วยน่ายิสของเลือดประจำเดือน ถือว่า ฮารอม ( ห้ามเด็ดขาด ) ในทางกลับกัน ถ้าหากว่า ไม่กลัวเปอะเปื้อน หยดลงมัสยิด
- มัสอับซาฟีอียะห์ ถิอว่า “ มักโระห์ เดินผ่าน โดยไม่มีความจำเป็น ” ถ้ามีความจำเป็น ถือว่า “ ไม่มักโระห์( ไม่น่ารักเกียจ ) ส่วนหนึ่งของความจำเป็น ไม่มีเส้นทางเดินผ่าน ทางอื่นนอกจากต้องผ่านมัสยิด
- ส่วนมัสฮับฮานาบีละห์ ถือว่า “ ไม่ห้ามที่นางจะเดินผ่านมัสยิด ”





ประเด็นที่สาม. การเข้ามัสยิดเพื่อศึกษาหาความรู้ เรียนอัลกุร อ่าน ฟังการสอนหรืออื่นๆ

นักวิชาการฟิกฮ์ ( สี่มัสฮับ ) ได้เห็นพ้องต้องกันหรือมีมุติว่า “ ฮารอม หยุดหรือพักในมัสยิด ” ไม่ว่าเพื่อการศึกษาหาความรู้ หรืออื่นๆ โดยถือหลักฐาน ต่อไปนี้...
หลักฐานแรก. โองการที่ 43 ซูเราะห์นิสาอฺ

قال الله تعالى : ولا جنبا إلا عابري سبيل حتى تغتسلوا : النساء/ 43

ความว่า “ ไม่อนุญาติ ให้กับคนที่มียุนุบ ( เข้ามัสยิด ) เว้นไว้ ผุ้ที่เดินผ่าน ”


หลักฐานที่สอง. ฮาดิษนบี ซ.ล ท่านได้กล่าวว่า ....

قال النبي صلى الله عليه وسلم :( لا أحل المسجد لحائض ولا جنب ) رواه ابن ماجه وأبوداود

ความว่า “ ฉันไม่อนุญาติ มัสยิดให้กับผู้หญิงที่มีประจำเดือน และผู้ที่มียุนุบ ”
.
ข้อมูลในเวป http://ftawa.ws/fw/archive/index.php/t-3090.html

ข้อสังเกตุ
การ ห้ามในประเด็นที่สาม ทั้งนี้เพราะปัจจุบัน การพัฒนาเจริญ ก้าวไกลของเทคโนโลยี สามารถที่จะนำเทปมาอัด การเรียนการสอน หรือเปิดลำโพง เครื่องเสียง สามารถนั่งฟังนอกมัสยิดได้ ( โดยที่ไม่ต้องเข้ามัสยิด ) แม้จะมีประจำเดือนหรือเลือดนิฟัส นาน ( จะทำให้ขาดช่วงในการเรียน การสอน ซึ่งเป็นข้ออ้างที่หยิบยกมากอ้างกัน ) เพียงไรก้อตาม มิทำให้การเรียนการสอนขาดตอนเลย และสร้างความสะดวกสบายแก่คนที่มีความจำเป็น.

หลักฐานที่สาม การศึกษาหาความรู้ เรียนอัลกุร อ่าน หรืออื่นๆ จะเป็นเรื่องที่สมควรกระทำอย่างยิ่งมากกว่าการละหมาดหรือ ? ซึ่งเป็นรุ่งกุ่นหลักสำคัญของอิสลามที่รองลงมา จากการกล่าวซาฮาดะห์ ที่พระองคฺได้ห้ามละหมาดและเข้ามัสยิด เมื่อมีประจำเดือน ตราบหมดเวลาของมัน ดังนั้นด้วยต่ำแหน่ง ฐานะของละหมาดที่ยิ่งใหญ่นี้เอง พระองคฺได้ทรงห้ามไม่ให้ผู้มีประจำเดือนทำละหมาดและเข้ามัสยิด แล้วไฉน? การเรียนการศึกษา แม้ว่า เป็นเรื่องยิ่งใหญ่เหมือนกัน แต่ฐานะต่ำแหน่งกลับต่ำกว่าละหมาด แล้ว พระองคฺจะไม่ทรงห้าม ( เข้ามัสยิด ) ด้วย หรือ ? กอรปกับบรรดาอุลามาอฺ ได้มีทัศนะ ไว้ดังต่อไปนี้
คำกล่าวของท่านก้อลยุบี ในหนังสือ حاشيته المنهاج

قول قليوبي من حاشيته على المنهاج حيث قال :وتثاب الحائض على ترك ما حَرُم عليها إذا قصدت امتثال الشارع في تركه
ความว่า “ ผู้ที่มีประจำเดือนได้รับกุศล ในการที่นางไม่ได้กระทำอามาล ในช่วงที่นาง ต้องห้ามกระทำอามาล ถ้าหากว่านางเจตนาตั้งใจปฏิบัติ ในช่วงดังกล่าว ”

และการฟัตวาของท่านเชค มูฮ่ำหมัดบุครซอและหฺ อัลอาซีมัยนฺ

فتوى الشيخ محمد بن صالح العثيمين:
س : هل يجوز للحائض أن تجلس في المسجد الحرام وتستمع إلى حلقات الذكر ؟ أجيبونا وجزاكم الله خيراً .
ج : المسجد الحرام لا شك أنّه من أفضل المساجد ، وإذا كان النبي صلى الله عليه وسلم أمرَ الحيّض أن يعتزلن مُصلّى العيد الذي لا يُصلى الناس فيه إلا صلاة العيدين ، فما بالك بالمسجد الحرام . فلا يجوز للمرأة الحائض أن تمكث في المسجد الحرام ولا في غيره من المساجد .نعم يجوز لها أن تَمرّ به إذا أمنت تلويثه ، وأمّا أن تبقى فيه فإن هذا حرام ولا يجوز حتى وإن كان بقصد المواعظ والمحاضرات فإنّه لا يجوز ، وقد يسّر الله عزّ وجل في هذا الزمن- يسر الله - لكل واحد أن يسمع إلى المحاضرة وإلى مجلس الذكر بواسطة المسجلات

คำถาม. อนุญาติให้ผู้หญิงที่มีประจำเดือน นั่งร่วมวง ฟังการสอน ในมัสยิดฮารอม ได้หรือป่าว ?

คำตอบ. มัสยิดฮารอมเมกกะฮฺเป็นมัสยิดที่ประเสริฐ ดีเลิศเหนือมัสยิดอื่นๆ โดยไม่ต้องสงสัยใดๆ เลย ในเมื่อท่านนบี ซ.ล ได้ใช้บรรดาผู้หญิงที่มีประจำเดือนออกห่าง ที่ทำการละหมาดอีด แล้วที่มัสยิดฮารอม จะไม่ยิ่งกว่าหรือ ? ดังนั้นไม่อนุญาตให้ผู้หญิงที่มีประจำเดือนหยุด พัก ในมัสยิดฮารอม และมันยิดอื่นๆ จริงอยู่ว่า อนุญาตให้นางเดินผ่านมัสยิดได้ ถ้าเลือดไม่หยดลงพื้นมัสยิด . อนึ่งการที่นางหยุด พักในมัสยิด ถิอว่า ฮารอม ( ไม่อนุญาต ) แม้ว่า จะเจตนาที่จะเรียน หรือนั่งฟังการสอนก็ตาม โดยที่พระองคฺอัลเลาะฮฺ ซ.บ ได้ให้ความสะดวกในปัจจุบัน ในการเรียน การฟัง ด้วยการบันทึกเทป อัดเทป แต่ละครั้ง.

Monday, May 01, 2006

การสารภาพผิดต่อบิดามารดา
คำถาม. ฉันเคยทำผิดต่อพระเจ้า ( อัลลอฮ์ ) และด่าทอ สาปแช่งต่อบิดา มารดาของฉัน. ต่อมาฉันเสียใจมากต่อความผิดที่ได้กระทำ พยายามที่จะขอให้บิดา มารดาฉันให้อภัยต่อฉัน แต่เป็นที่เสียดายฉันไม่มีโอกาสได้ขออภัยต่อท่านทั้งสอง ฉันจะถูกโทษเข้านรกหรือป่าว ?

คำตอบ : เมื่อใดที่ท่านได้ทำการเตาบัต( สารภาพผิด ) ด้วยการเตาบัตที่ถูกต้อง อัลเลาะฮ์จะทรงอถัยโทษให้แก่ท่าน แต่จำเป็นต่อท่านจะต้องขออภัยโทษต่อพ่อแม่ทั้งสองด้วย เพราะการด่าทอ สาปแช่งต่อพ่อแม่ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ ซึ่งกฎเกณข้อหนึ่งของการสารภาพผิด สำหรับผู้ที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นก็คือ ต้องขออภัยจากผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธินั้นด้วยและจำเป็นเหนือท่านจะต้องทำดี แสดงความอ่อนโยน และนอบน้อมต่อท่านทั้งสอง จนท่านทั้งสองพอใจและอภัยไห้กับท่าน ซึ่งดังกล่าวเป้นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
อนึ่ง สำหรับการสาปแช่งพ่อ แม่นั้น เป็นบาปที่ไหญ่หลวงยิ่ง ท่านศาสดา (ซ.ล) ได้กล่าวว่า...
قال صلى الله عليه وسلم: "لَعَنَ الله مَن لَعنَ والديه". قالوا: وكيف يلعن الرجلُ والديه؟ قال: "يلعنُ أبا الرَّجل فيلعنُ أباهُ، ويلعنُ أمَّهُ فيلعنُ أمَّه" [رواه الإمام مسلم في "صحيحه" (1/92)


ความว่า “ อัลลอฮฺจะสาปแช่งผู้ที่สาปแช่งบิดามารดา เหล่าศอฮาบะห์จึงถามท่านว่า “ คนหนึ่งจะสาปแช่งบิดามารดาของตนเองได้อย่างไร? ท่านศาสดาตอบว่า โดยที่คนหนึ่งได้ด่าทอ สาปแช่งบิดา มารดาของอีกคนหนึ่งเป็นเหตุให้อีกคนหนึ่งด่าทอ สาปแช่งคืน ” รายงานโดยมุสลิม

อีกทั้งพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ได้ทรงตรัสว่า ...
وَإِنِّي لَغَفَّارٌ لِّمَن تَابَ وَآمَنَ وَعَمِلَ صَالِحًا ثُمَّ اهْتَدَى} [طه: 82.]

ความว่า “ และแท้จริงข้าเป็นผู้ให้อภัยยิ่งนัก แก่บุคลที่สารภาพผิด อีกทั้งมีศรัทธา และประพฤติแต่ความดี หลังจากนั้นเขาก็ได้รับการชี้นำ ซูเราะห์ฎอฮา อายะห์ 82

และพระองค์ได้ดำรัสอีกว่า.
{قُلْ يَا عِبَادِيَ الَّذِينَ أَسْرَفُوا عَلَى أَنفُسِهِمْ لا تَقْنَطُوا مِن رَّحْمَةِ اللَّهِ إِنَّ اللَّهَ يَغْفِرُ الذُّنُوبَ جَمِيعًا} [الزمر: 53.]،..
ความว่า “ จงประกาศเถิด โอ้มวลข้าทาสของข้า ซึ่งฟุ้งเฟ้อแก่ตัวเอง ( ด้วยการทำบาป) พวกเจ้าอย่าได้ท้อแท้ในเมตตาธรรมของอัลลอฮฺ เพราะแท้จริง อัลลอฮฺทรงอภัยโทษทั้งมวล แท้จริงพระองค์ทรงให้อภัยยิ่ง อีกทั้งทรงเมตตายิ่ง


กฎเกณฑ์การสารภาพผิด
หากความผิดที่กระทำ เป็นความผิดระหว่างบ่าว กับพระองค์อัลเลาะฮ์ ( ไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษย์ ด้วยกัน ) จำต้องปฏิบัติ สาม ข้อ
1. ต้องถอนตัว ห้ามกระทำความผิดอีก
2. ต้องเสียใจ เศร้าใจ ในการกระทำผิดครั้งนี้
3. ต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า ไม่หวนกลับไปกระทำอีกตลอดไป
ข้อควรระวัง ถ้าหากไม่ครบตามสามกฏเกณฑ์นี้ ถึอว่า การสารภาพผิด ไม่เป็นผล
หากความผิดที่กระทำเป็นความผิด ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ เพื่อนมนุษย์ ด้วยกัน เช่น การด่าทอ สาปแช่งผู้อี่น การลักเล็ก ขโมยน้อย นินทา ฯลฯ จำต้องเพิ่มอีกกฏเกณฑ์หนึ่ง คือ ถ้าด่าทอ สาปแช่งพ่อแม่ คนอื่น จำต้องขอให้เขายกโทษให้ ถ้าลักเล็กขโมยน้อย ทรัพย์ผู้อื่น จำต้องส่งคืนทรัพย์ที่ขโมยมาให้กับเขา ถ้าเกิดนินทาผู้อื่น จำต้องขอให้เขาฮาลาล ( อภัยให้ ) ฯลฯ เป็นต้น
ข้อควรระวัง หากเกิดมีความผิดหลายความผิด จำต้องสารผิดให้หมด ( ถ้าสามารถนึกได้ จำได้ แต่ละความผิด ) หากเกิดสารภาพผิดเพียงครึ่งหนี่ง หรือ สองสาม ความผิด แน่นอนคาวมผิดที่สำนึก จะได้รับการอภัยให้ ( หากกระทำตามกฏเกณฑ์ ที่กล่าวมา ) แต่ความผิดที่ยังไม่สำนึก สารภาพผิด ยังคงถิอว่า ยังไม่ได้รับการอภัย

ดังนั้น ท่านอย่าได้หมดหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ จงสำนึกผิดต่ออัลลอฮฺ และจงทำความดีต่อพ่อแม่ ซึ่งแน่นอนอัลลอฮฺจะไห้ความเมตตาเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่ ที่จะให้อถัยโทษแก่ท่านในที่สุด อินซาอัลลอฮฺ